| |
| |
|
l |
|
l |
|
l |
|
l |
|
 |
|
|
 |
โรคเอ็มเอสรุดหน้ารวดเร็วเพียงใด |
|
| |
ระยะเวลาของโรคเอ็มเอสไม่อาจจะคาดการณ์ได้
ทั้งนี้เนื่องจากไม่อาจบอกได้ถึงธรรมชาติของโรค
ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนช่วงเวลาที่โรคจะรุดหน้าไป
อย่างไรก็ตาม พอที่จะจำแนกโรคตามรูปแบบและความถี่ของอาการได้ดังนี้
|
|
| |
| 1. |
โรคเอ็มเอสชนิดที่เป็นๆหาย
ๆ (Relapsing Remitting
MS หรือ RRMS)
ผู้ป่วย เอ็มเอส ประมาณ 80-90
% ที่เริ่มเป็นจะมีอาการแบบเป็นๆ
หายๆจากนั้นอาการของโรคในผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเข้าสู่ระยะเอ็มเอสแบบที่อาการค่อยรุดหน้าในภายหลัง
(SPMS) และหลังจาก 10 ปี
มีผู้ป่วยประมาณ 50 % ที่อาการของโรคเข้าสู่ระยะเอ็มเอสแบบที่อาการค่อยรุดหน้าในภายหลัง
(SPMS)
|
| 2 |
.โรคเอ็มเอสแบบที่อาการค่อยรุดหน้าในภายหลัง
(Secondary Progressive MS
หรือ SPMS)
จะเกิดอาการทางระบบประสาทมากขึ้น
โดยอาจมีหรือไม่มีอาการของโรคกลับมาเป็นซ้ำให้เห็นชัดเจนเหมือนที่เคยพบตอนที่เป็นเอ็มเอสแบบที่เป็นๆหายๆ
(RRMS)
|
| 3. |
โรคเอ็มเอสแบบที่มีอาการค่อยๆรุดหน้าตั้งแต่เริ่ม
(Primary Progressive MS
หรือ PPMS)
อาการของโรคจะดำเนินไปเรื่อยๆ
โดยไม่มีอาการของโรคกลับมาเป็นซ้ำ
นำมาก่อนประมาณ 10 % ของผู้ป่วยโรคเอ็มเอสจะเป็นแบบนี้
|
| 4. |
โรคเอ็มเอสระยะเริ่มแรก
(Benign MS)
การตรวจวินิจฉัยโรคในระยะนี้
ทำแบบย้อนหลังในผู้ที่มีคะแนน
EDSS (Expanded Disability
Status Scale) น้อยกว่าหรือเท่ากับ
3 ซึ่งอาการของโรคครั้งแรกมักจะห่างจากอาการครั้งต่อไปนานถึง
15 ปี และกลายเป็นโรคเอ็มเอสแบบเป็นๆหายๆ
(RRMS) อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ยังไม่มีวิธีการที่จะแยกโรคเอ็มเอสระยะนี้ออกจากระยะแรกที่เป็นๆหายๆได้
และผู้ป่วยเหล่านี้ส่วนใหญ่จะขาดการติดตามอาการเมื่อเป็นโรคเอ็มเอสในครั้งแรก
|
|
|
 |
การพยากรณ์โรคเอ็มเอส |
|
| |
ผู้ป่วยโรคเอ็มเอสส่วนใหญ่คาดว่าจะมีอายุยืนประมาณ
95 % ของคนปกติ อย่างไรก็ตามความรุนแรงของอาการโรคในผู้ป่วยแต่ละคนนั้น
ไม่แน่นอน ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะพยากรณ์อายุขัย
|
|
 |
การวินิจฉัยโรค
มัลติเพิล สเคลอโรซีส |
|
| |
โรคเอ็มเอสวินิจฉัยได้อย่างไร
|
|
| |
การวินิจฉัยโรคเอ็มเอสทำได้ยาก
เพราะไม่อาจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการได้อย่างแน่ชัด
การวินิจฉัยจึงได้จากประวัติและอาการของผู้ป่วย
การตรวจทางคลินิก และการใช้เทคนิคพิเศษในการตรวจหาความผิดปกติที่ระบบประสาทส่วนกลางด้วยคลื่นแม่เหล็ก
หรือวิธีเอ็มอาร์ไอ (MRI, Magnetic
Resonance Imaging) เพื่อทำการวินิจฉัยแยกโรคอื่นที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางออกไป
(เช่น โรคของหลอดเลือดโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบของหลอดเลือด)
นอกจากนั้นการตรวจวิถีของการมองเห็น
และการได้ยินอาจนำมาใช้ช่วยในการวินิจฉัยด้วย
ความถูกต้องของการวินิจฉัยโรคเอ็มเอสขึ้นกับลักษณะทางคลินิก
และลักษณะอื่น ลักษณะทางคลินิก
เช่น ประวัติความเจ็บป่วย และอาการที่พบจากการตรวจร่างกาย
ส่วนลักษณะอื่น เช่น ผลการตรวจโดยวิธีเอ็มอาร์ไอ
การตรวจวิเคราะห์น้ำไขสันหลัง ตรวจการมองเห็นและการได้ยิน
และเพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นโรคเอ็มเอสจะต้องตรวจพบการแพร่กระจายของรอยโรคในระบบประสาท
ส่วนกลาง นอกจากนี้อาจทำการเจาะเพื่อตรวจน้ำไขสันหลัง
และการตรวจทางสมองเพื่อวัดความรู้และความเข้าใจตลอดจนเชาวน์ปัญญา
หรือตรวจทางพฤติกรรมอื่นๆที่อาจเป็นผลมาจากการมีรอยโรคที่รบกวนการนำสัญญาณผ่านวิถีของเส้นประสาท
|
|
 |
เอ็มอาร์ไอ (MRI)
ช่วยวินิจฉัยโรคได้อย่างไร |
|
| |
วิธีการเกี่ยวกับการใช้คลื่นแม่เหล็กหรือเอ็มอาร์ไอ
เริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980
เพื่อใช้วัดรอยโรคที่ระบบประสาทส่วนกลางที่เกิดเนื่องจากมีการทำลายปลอกหุ้มเส้นประสาทสามารถใช้วัดจำนวนและความรุนแรงของโรคเอ็มเอสได
้ วิธีการเอ็มอาร์ไอ
มีบทบาท 2 ประการในการวินิจฉัยโรคเอ็มเอส
คือ |
|
| |
| 1. |
ใช้พิสูจน์รอยโรคที่แพร่กระจายในระบบประสาทส่วนกลาง
|
| 2
. |
เพื่อตัดสาเหตุของความผิดปกติอื่นๆออกไป
นอกจากนี้วิธีการเอ็มอาร์ไอ
ยังใช้ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโรคเมื่อเวลาเปลี่ยนไปได้
|
|
|
 |
การรักษาโรค
มัลติเพิล สเคลอโรซีส |
|
| |
ไม่มีวิธีการรักษาโดยเฉพาะ
วัตถุประสงค์หลักในการรักษาคือ
ลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบ
และชะลอการรุดหน้าของโรค ดังนั้นจึงเป็นการรักษาเพื่อคงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
|
|
| |
ในการรักษาโรคเอ็มเอสนั้นมีหลักอยู่
3 ประการดังนี้ |
|
| |
| 1. |
รักษาการกลับมาเป็นโรคซ้ำชนิดที่เกิดแบบเฉียบพลัน
รักษาโดยใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์
ยาเหล่านี้จะช่วยลดการอักเสบทำให้อาการทุเลาได้รวดเร็ว
จากผลการศึกษาทางคลินิกพบว่า
ในระยะยาวยาไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการกลับมาเป็นโรคซ้ำ
และไม่มีผลลดระยะเวลาของการเป็นโรค
ยิ่งกว่านั้นสเตียรอยด์ยังทำให้เกิดอาการข้างเคียงหลายอย่าง
จึงไม่ใช้สำหรับการรักษาโรคเอ็มเอสในระยะยาว
|
| 2 |
รักษาตามอาการ
มีการรักษาอาการของโรคเอ็มเอสตามความจำเป็นโดยใช้ยาต่างๆ
ได้แก่ ยาต้านไวรัส เช่น
อะแมนทาดีน (amantadine)
และพีโมลีน (pemoline) ยากระตุ้นระบบประสาทชนิดออกฤทธิ์อ่อนเพื่อรักษาอาการอ่อนเพลีย
และยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางเพื่อทุเลาอาการกล้ามเนื้อเกร็ง
เช่น บาโคลเฟน(baclofen)
นอกจากนี้ยังมีการใช้ยาบรรเทาปวด
ยาต้านอาการซึมเศร้า และยาต้านโคลิเนอร์จิก
(anticholinergic drugs)
เพื่อรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับการถ่ายปัสสาวะ
|
| 3
. |
รักษาอาการรุดหน้าของโรค
เพื่อควบคุมการกลับมามีอาการของโรคซ้ำอีก
และลดความรุนแรงอีกทั้งเพื่อชะลอการรุดหน้าของโรค
ยาที่มีวางจำหน่างได้แก่
เบต้า อินเทอเฟรอน (beta-interferon
และกลาทิราเมอร์ อะซิเตท
(glatiramer acetate) ซึ่งออกฤทธิ์ปรับปรุงภูมิคุ้มกัน
เป็นยาที่ให้ผลดีในการรักษาโรคเอ็มเอส
ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่รักษาโรคเอ็มเอสให้หายขาด
อย่างไรก็ตามจากผลการศึกษาทางคลินิกแสดงให้เห็นว่า
ยาอินเทอเฟรอน เบตา -1 เอ
เบตา 1 บี ช่วยลดจำนวนครั้งในการกลับมาเป็นโรคซ้ำ
ลดการรุนแรงของอาการ และเพิ่มจำนวนผู้ป่วยที่ยังคงปลอดจากอาการของโรค
ตลอดช่วงเวลาที่ทำการศึกษาข้อมูลเหล่านี้
แสดงให้เห็นว่า ยาอินเทอเฟรอน
เบตา -1 เอ สามารถชะลอการรุดหน้าของโรค
และลดขนาดของความผิดปกติที่สมองลงได้อย่างมากเมื่อตรวจด้วยวิธีเอ็มอาร์ไอ
|
|
|
| |
จากข้อมูลล่าสุดพบว่าการรักษาด้วยยาอินเทอเฟรอน
เบตา ให้ผลดีกับผู้ป่วยได้เป็นระยะเวลานานตราบเท่าที่โรคกำลังดำเนินอยู่
วัตถุประสงค์หลักในการรักษาโรคเอ็มเอส
คือการลดการกลับมาเป็นซ้ำ ชะลอการเกิดความพิการ
และดำรงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไว้
การลดการอักเสบและลดการทำลายปลอกหุ้มประสาทด้วยการใช้ยา
จะเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยชะลอการรุดหน้าของโรค
จอกจากนี้จะต้องหลีกเลี่ยงหรือควบคุมอาการทางกายและอารมณ์ของผู้ป่วย
โดยใช้ยาชนิดต่างๆควบคู่ไปด้วย
|
|
| |
|
|
| |
| |
|
l |
|
l |
|
l |
|
l |
|
 |
|
|
| |
|
|