บทสัมภาษณ์คุณมดแดง (อรรัช เรือขวางเพ็ชร )

“ฉันไม่เคยท้อ แม้วันหนึ่งอาจเดินไม่ได้ตลอดชีวิต”
สิ้นเสียงคำหมอว่าเธอป่วยเป็นโรคที่อาจเดิมไม่ได้ตลอดชีวิต ถ้าเป็นคนอื่นอาจล้มทั้งยืน แถมยังหมดเรี่ยวแรงจะต่อสู้
สาวรูปร่างสะโอดสะอง ที่รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ แถมยังใส่ใจเองสุขภาพเป็นอย่างดี อย่าง อรรัช เรือขวางเพ็ชร ถึงกับงุนงงว่าเธอป่วยเป็นโรคที่ทำให้เธอไม่สามารถจะเคลื่อนไหวตามปกติได้อย่างไร คราแรกที่ต้องล้มหมอนนอนเสื่อ เธอใช้เวลารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึงหนึ่งเดือนเต็ม ครั้งออกมาได้แค่เพียง 10 วัน เธอต้องกลับไปรักษาตัวอีกสองเดือนด้วยอาการที่แย่กว่าเดิม คราวนี้เธอรู้ตัวดีว่าโอกาสที่จะกลับมาเดินเหินและมีชีวิตเฉกเช่นคนปกติกลับมีเปอร์เซ็นต์น้อยลงทุกที
ชีวิตสดใสดับวูบเมื่อเดินไม่ได้
“ชีวิตมดแดงกำลังไปได้สวยกับหน้าที่การงาน งานเรากำลังรุ่งโรจน์อย่างเต็มที่ เราทำงานลุยงานทุกอย่างให้ได้ความรู้มากๆ นอกจากทำงานแล้ว เรายังเรียนต่อปริญญาโทไปด้วย ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้เราเครียดโดยไม่รู้ตัว
อยู่ๆ เราก็เริ่มมีอาการชาเริ่มจากขาก่อนแล้วลามมาถึงเข่า ถ้าหยิกจะไม่รู้สึกอะไร จากอาการชาเราเริ่มเดินเหินไม่ค่อยคล่อง เดินขาปัดๆ หมอสันนิษฐานว่า คงป่วยเป็นโรคไขสันหลังอักเสบ แล้วให้ยาสเตียรอยด์ พร้อมให้นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนนั้นเรายังไม่ได้คิดอะไรมาก รู้สึกสบายๆ หมอให้นอนก็นอน พอผ่านไปได้สักอาทิตย์หนึ่งเราเริ่มสงสัยว่าทำไมอาการถึงไม่ดีขึ้น หนำซ้ำขาข้างขวาเริ่มมีอาการชาตามมาด้วย คราวนี้อาการชาเริ่มลามไปถึงครึ่งตัว
พอผ่านไปได้สักสองอาทิตย์ อาการก็ยังไม่ดีขึ้น แม้จะกินยาแล้วก็ตาม เราเลยถามหมอไปตรงๆ ว่า ตกลงเราเป็นอะไรกันแน่ หมอบอกเราว่าให้ทำใจไว้เลย ว่าเราอาจจะมีโอกาสเดินไม่ได้ถึง 50:50 ตอนนั้นเราตกใจมาก ใจหายวูบไปเลย แต่เศร้าได้แค่ 2 วันเต็มๆ เราก็เริ่มคิดได้ว่าทำไมเราถึงรักแต่ตัวเองล่ะ ในเมื่อเราเป็นอย่างนี้ พ่อแม่ก็เป็นห่วงเรามากอยู่แล้ว ไหนจะคนรอบข้างอีกล่ะ คิดได้ดังนั้น เราเลยถอนตัวออกจากความทุกข์ทันทีและบอกกับตัวเองว่า “ฉันต้องเดินให้ได้”
เข้าโรงพยาบาลรอบสองหนักกว่าเดิม
เรานอนอยู่โรงพยาบาลหนึ่งเดือนเต็มๆ และออกมาได้แค่เพียง 10 วัน ช่วงที่ออกมาเราก็เริ่มตระเวนไปทำบุญ ถวายสังฆทาน ถวายผ้าไตร เวลาไปไหนก็ใช้วอร์กเกอร์ช่วยเดินเอา แต่แล้วอยู่ๆ อาการก็กำเริบอีก คราวนี้อาการชาลามขึ้นมาเหนือเอว เราต้องนอนพักที่โรงพยาบาลภายในวันนั้นเลย
หมอเอาฟิล์มเอ็กซเรย์มาดูอีกหน คราวนี้เขาวินิจฉัยว่าเป็นโรค Multiple Sclerosis และรักษาด้วยการฉีดยาให้วันเว้นวัน แถมผลข้างเคียงทำให้เราเหมือนเป็นไข้ตัวร้อน ปวดหัวมาก
ตอนที่เราพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลรอบสอง อาการเดิมก็กำเริบ เราเริ่มรู้สึกเหนื่อยหอบ ปวดแสบ ปวดร้อน เหมือนไฟช็อตที่ขา เจ็บในกล้ามเนื้อมากๆ แค่ก้าวเดินได้ 2 ก้าว ขาเราก็เริ่มชาและเหนื่อยหอบ ทำอะไรไม่ได้สักเท่าไหร่ เวลาปวดหัวจะเหมือนมีอะไรมาบิดเส้นประสาทในสมอง เวลาเดินไวๆ จะชาทั้งตัว เวลาเครียดจะหายใจไม่ออก บางทีเจ็บเหมือนมีใครเอาเข็มมาทิ่มเรา ทรมานมาก แต่แม้จะเจ็บแค่ไหน เราก็ไม่เคยคิดสั้น ฆ่าตัวตาย เพราะคิดว่าเราควรรักตัวเองให้มากๆ บางคนที่ทนอาการตัวเองไม่ไหว ฆ่าตัวตายไปก็มี
ป่วยมาราธอน
หลังจากพักฟื้นที่โรงพยาบาลสองเดือน หมอให้เราออกมาทำงานได้เพื่อให้เราสบายใจที่สุด เรามาทำงานได้ก็จริง แต่ต้องใช้ไม้เท้าค้ำ ใครเห็นก็สงสารเรามาก ตัวเราเองก็สงสารตัวเอง จากคนที่เคยทำอะไรเร็วๆ แคล่วคล่องว่องไวกลายเป็นคนเดินช้ามาก คิดก็ช้า ตัดสินใจอะไรก็ช้าลงมาก แม้เราจะไม่ค่อยแฮปปี้กับการเป็นแบบนี้สักเท่าไหร่ แต่เราพยายามทำใจ และพยายามทำตัวให้เหมือนเดิมมากที่สุด
ไม่นานเราก็พยายามฝึกเดินด้วยตัวเอง แม้จะเซๆ แต่เราจะบังคับไม่ให้ตัวเองล้ม โรคนี้ใครเป็นจะติดเชื้อง่ายมาก เราเคยติดหวัดนานกว่าจะหายได้ 5 เดือน! แถมหวัดที่ติดลามไปเป็นโรคปอดบวม และหลอดลมตีบ บางครั้งเรามีอาการงูสวัดเพราะภูมิคุ้มกันเราต่ำ
แล้ววันหนึ่งเราเกิดอาการหน้าบวมโดยไม่รู้สาเหตุ ยิ่งถ้าอากาศหนาว หน้าเราจะยิ่งบวมและปวดมาก หมอไม่รู้สาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร แต่ให้ยาสเตียรอยด์ มากดภูมิคุ้มกันเรา หลังจากนั้นไปตรวจอีก หมอก็เจาะฟันให้หนองทะลักออกมา เขาถึงรู้ว่าเราติดเชื้อแบคทีเรียที่หน้า และเชื้อแบคทีเรียนี้เข้ามาทำลาย เนื้อเยื่อบนหน้าของเรา ทำให้หน้าบวม
ฟ้าใหม่ อยู่กับโรคอย่างเป็นสุข
แม้ร่างกายเราจะทรมานกับโรคนี้มาตลอด แต่เราก็ไม่เคยท้อ และคิดว่าอย่างไรเสียเราก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี หม่นกินผักผลไม้ให้เยอะๆ และกินน้ำให้เยอะๆ เพื่อรักษาไตของเราเอาไว้ให้ดีๆ นอกจากนั้นเรายังหมั่นออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกเบาๆ และไปว่ายน้ำ หรือใช้วิธีธาราบำบัด เพื่อให้ครูสอนการเคลื่อนไหวท่านั้น ท่านี้ เราต้องหมั่นออกกำลังกายเพื่อไม่ให้แขนขาเราอ่อนแรง เราต้องการต่อสู้กับโรคนี้ให้ได้
ทุกวันนี้เรามีกำลังใจตรงที่เรารู้สึกรักพ่อรักแม่ รักคนรอบข้าง ดังนั้น เราต้องสู้ต่อไป ถ้าเราท้อเมื่อไหร่ คนรอบข้างจะรู้สึกแย่ตามไปด้วย เราจะพยายามคิดอยู่เสมอว่าเรายังโชคดีที่ยามาช่วยชีวิตเราอยู่ ฉะนั้นเราต้องไม่ท้อ ชีวิตคนเราเกิดมาต้องสู้ และการที่ต้องมารักษาตัวแบบนี้ทำให้เราได้หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น และมีเวลาที่จะไปปฏิบัติธรรมได้มากขึ้น ถือว่าชีวิตตอนนี้แฮปปี้ตามประสาคนป่วย ว่างเมื่อไหร่ก็กลับไปหาพ่อแม่ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคงไม่มีอะไรเทียบเท่าครอบครัวของเราอีกแล้ว”
ในวันนี้ เธอพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่า แม้กายของเธอจะป่วย แต่ใจของเธอกลับไม่เคยป่วยตามแม้สักนิดเดียว
“Multiple Sclerosis” โรคร้ายทำลายประสาท
พญ.ทัศนีย์ ตันติฤทธิศักดิ์ แพทย์ทางระบบประสาท สาขาประสาทวิทยา โครงการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แพทย์ผู้รักษาคุณอรรัช อธิบายว่า “Multiple Sclerosis” หรือ M.S. เป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราหันมาทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทของตัวเอง ดังนั้น ถ้าอาการเกิดขึ้นที่เส้นประสาทตา ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง บางรายถึงกับขั้นตาบอดไปเลยก็มี ถ้าอาการเกิดขึ้นที่ไขสันหลัง ผู้ป่วยจะมีอาการชาครึ่งตัว ปัสสาวะไม่ออก หรือถ้าอาการเกิดขึ้นที่ก้านสมอง ผู้ป่วยจะกินไม่ได้ รู้สึกเวียนหัวทรงตัวไม่อยู่
แม้ปัจจุบันจะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่า โรคนี้เกิดจากอะไร แต่ส่วนใหญ่พบว่าโรคนี้เกิดขึ้นกับผู้หญิงมากว่าผู้ชาย และจะเกิดกับหญิงวัยเจริญพันธุ์มากกว่าผู้ชาย อย่างไรก็ตาม ถ้าเกิดกับผู้ชายจะมีอาการรุนแรงกว่าผู้หญิง
โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งการรักษา หมอจะดูอาการผู้ป่วยว่ามีอาการเฉียบพลัน ซึ่งจะให้กินยาลดการอักเสบ หรือมีอาการเรื้อรัง ซึ่งต้องมีการฉีดยาอยู่เป็นประจำ ปนอกจากนั้น ผู้ป่วยควรดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ เพื่อการขับถ่ายที่ดี และไม่ควรเครียด

** ข้อมูลจาก ลิซ่า weekly Vol.8 No.4 31.1.07